วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Goo.gl บริการย่อ URL ให้สั้นลงของ Google เปลี่ยนหน้าตาเป็น Material Design แล้ว


Goo.gl บริการย่อ URL ให้สั้นลงของ Google เปลี่ยนหน้าตาเป็น Material Design แล้ว

Posted: 26 Aug 2016 08:32 AM PDT

Goo.gl

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา Google ได้ทยอยเปลี่ยนหน้าตาของแอปและบริการต่าง ๆ ให้เป็นหน้าแบบ Material Design ตามวิถีของ Google ล่าสุด Google ได้เปลี่ยนหน้าบริการย่อลิงก์ Goo.gl ให้เป็นหน้าตาแบบ Material Design เรียบร้อยแล้ว

หน้าตาใหม่นี้มีลักษณะที่ดูง่าย สบายตาขึ้น สามารถดูลิงก์ที่ทำการย่อมาก่อนหน้านี้แล้วได้ รวมถึงการดูสถิติการคลิกต่าง ๆ เป็นกราฟ นอกจากนี้จะแยกเป็นแหล่งที่มา บราวเซอร์ที่ใช้ ประเทศ และ แพลตฟอร์มที่ใช้ในการเข้าถึง และยังมีตัวเลือกในการสร้าง QR Code เข้าลิงก์ดังกล่าวได้เลย

screenhunter_733-aug-25-10-50

และสำหรับคนที่สนใจหรือกำลังหาบริการย่อลิงก์จากยาว ๆ ให้สั้นลง ก็สามารถเข้าไปใช้บริการดี ๆ จาก Google บริการนี้ ได้ที่ Goo.gl

ที่มา: 9to5Google

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ Goo.gl บริการย่อ URL ให้สั้นลงของ Google เปลี่ยนหน้าตาเป็น Material Design แล้ว
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

Parrot’s Disco โดรนติดปีกที่บังคับได้โคตรมันส์!

Posted: 26 Aug 2016 07:51 AM PDT

acb611f1fd9b3c54

ดูเหมือน Parrot บริษัทที่ขั้นชื่อด้านพาหนะไร้คนขับอย่างโดรนนั้น ไม่หวั่นที่จะสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร้ขอบเขตนะครับ เพราะล่าสุดนั้น Parrot’s Disco ผลงานชิ้นใหม่ที่พวกเขาสร้างขึ้นมา คือโดรนที่มีรูปแบบการทรงตัวที่เปลี่ยนไป จากเพียงการลอยขึ้นฟ้าแบบธรรมดาๆ เป็นบินกลางอากาศด้วยความเร็วที่ทำได้มากถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแทน!

giphy

ต้นคิดของ Parrot’s Disco เกิดจากการที่พวกเขาอยากจะให้การบังคับโดรนนั้นสนุกขึ้นราวกับได้เหาะเหินในอากาศอย่างมีอิสระ แต่ใช่ว่าแค่ใส่ปีกเข้ามาก็นำมาวางจำหน่ายแบบลวกๆ นะ ฟังก์ชั่นอื่นๆ ของโดรนมีปีกเครื่องนี้ก็ดูดีไม่หยอกเหมือนกัน ทั้งสามารถบินได้นานถึง 45 นาทีมากกว่าโดรนตัวท๊อปอื่นๆ ของค่ายถึง 20 – 25 นาที และด้วยน้ำหนักเพียง 725 กรัม (0.7 กิโลกรัม) ส่งผลให้สามารถทำความเร็วได้ถึง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง (80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในขณะที่โดรนรุ่นอื่นๆ ของพวกเขาทำได้แค่เพียง 37 ไมล์ต่อชั่วโมงเท่านั้น (60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

giphy (1)

นอกจากทั้งหมดที่บอกมาแล้วนั้น Parrot’s Disco ยังมาพร้อมกับคันบังคับที่มีลักษณะเหมือนกับจอยเกมอย่าง Skycontroller 2 และ Cockpitglasses FPV แว่นตาที่มีรูปร่างคล้ายกับเครื่องเล่น VR ที่เมื่อใช้ร่วมกันกับโดรน ผู้ใช้งานก็จะได้รับประสบการณ์การบังคับและมุมรับภาพจากกล้องของ Parrot’s Disco ในความคมชัดระดับ Full HD ที่ได้ความรู้สึกราวกับขึ้นไปเหาะเหินอยู่กลางอากาศเสียเองเลยทีเดียว

giphy (2)

Parrot’s Disco นั้นพร้อมวางจำหน่ายภายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ด้วยสนนราคาเริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45,400 บาท)

Credit: Parrot

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ Parrot’s Disco โดรนติดปีกที่บังคับได้โคตรมันส์!
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

มันใหญ่มาก!! จอฟ้ามรณะขนาดใหญ่ปรากฎตัวในไทย

Posted: 26 Aug 2016 07:24 AM PDT

Blue Screen

สำหรับชาว Windows นั้นมีหนึ่งอย่างที่หวาดกลัวและหวาดเสียวมากที่สุด นั่นก็คือจอฟ้ามรณะ หรือ Blue Screen of Death (BSoD) นั่นเอง จอที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดับหายไปในชั่วพริบตา ซึ่งสาเหตุที่เกิดนั้นอาจจะเป็นเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบหรือเกิดขึ้นกับตัวฮาร์ดแวร์

Blue Screen

ซึ่งล่าสุด เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้พบเห็นหน้าจอที่อยู่ข้างหน้าห้างชื่อดัง เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยาบีชเกิดอาการระบบเกิดปัญหาทำเกิดหน้าจอฟ้าขึ้นนั่นเอง ซึ่งจอนั้นมีความสูงประมาณ 5 ชั้น ก็ถือว่าเป็นจอฟ้าที่มีขนาดใหญ่มากครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในไทย

ที่มา: Blake Sibbitt

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ มันใหญ่มาก!! จอฟ้ามรณะขนาดใหญ่ปรากฎตัวในไทย
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

ดวลกันเอง ! Note 7 ประลอง drop test S7 Edge

Link to Comtoday

ดวลกันเอง ! Note 7 ประลอง drop test S7 Edge

Posted: 25 Aug 2016 08:58 PM PDT

เปิดตัวในประเทศไทยไปแล้วสำหรับ Samsung Galaxy Note 7 ซึ่งแอดมินได้เคยพรีวิวให้ชมกันสั้นๆ ไปแล้วรอบหนึ่ง จากดีไซน์และฟีเจอร์ที่ถูกบอกเล่าตามหน้าสื่อเชื่อว่าคงทำให้หลายๆ คนให้ความสนใจแฟ็บเล็ตขีดเขียนได้รุ่นนี้ไม่น้อย แม้ราคาจะแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันก็ตาม 

note-7-drop-test-s7-edge-1

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจยังสงสัยว่ากระจก Gorilla Glass 5 ที่ถูกนำมาเป็นส่วนประกอบหลักให้กับ Note 7 มันจะมีความทนทานแค่ไหน หากเกิดเหตุสุดวิสัยทำหล่นพื้น Cnet เว็บไซต์ในต่างประเทศจึงทำการทดสอบความทนทานด้วยกับนำ Note 7 มาประลอง drop test กับ S7 Edge ซึ่งทั้งคู่ต่างมีกระจกครอบอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเหมือนกัน

วิธีทดสอบ drop test จะแบ่งเป็น 6 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะใช้ความสูงและลักษณะการปล่อยลงพื้นที่แตกต่างกันออกไป ติดตามได้จากในคลิปนี้เลยครับ

จากในคลิปสังเกตได้ว่า ในการทดสอบครั้งที่ 4 เมื่อนำ S7 Edge ตะแคงข้างและ drop test ในระดับกระเป๋ากางเกงที่ความสูงเกือบ 4 ฟุต ปรากฏว่าที่มุมด้านหน้าได้รับความเสียหาย กระจกมีรอยร้าวชัดเจน ขณะที่ Note 7 ถูกทดสอบในลักษณะเดียวกัน กลับยังไม่ปรากฏความเสียหายใดๆ

ความเสียหายของ Note 7 เริ่มปรากฏหลังการ drop test ครั้งที่ 5 ด้วยการตะแคงตัวเครื่องและปล่อยลงพื้นที่ความสูง 5 ฟุต หรือในระดับที่เราใช้เซลฟี่ ซึ่งบริเวณขอบด้านหลังมีรอยร้าวให้เห็นชัดเจน

ผลของการทดสอบน่าจะพอสรุปได้ว่าระหว่าง Samsung Galaxy Note 7 และ Samsung Galaxy S7 Edge รุ่นใดมีความทนทานมากกว่ากัน แต่แอดมินก็ไม่แนะนำให้ไปทดลองเองนะครับ

The post ดวลกันเอง ! Note 7 ประลอง drop test S7 Edge appeared first on Comtoday.

มาอีกรุ่น ! Wiko Robby 2 GB แรมจุใจ ให้มากกว่า ลื่นมากกว่า

Posted: 24 Aug 2016 10:06 PM PDT

"Wiko" (วีโก) สมาร์ทโฟนจากฝรั่งเศส เปิดตัว "Wiko Robby 2GB" พัฒนาอีกระดับเพื่อตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบเอนเตอร์เทนเมนต์ ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว ความคมชัดแบบ HD 

Wiko-Robby-2GB-01

โดยมาพร้อมลำโพงคู่หน้า 3D Audio Stereo ระบบประมวลผล Quad Core 1.3 GHz, ROM 16 GB เพิ่ม RAM เป็น 2 GB ให้ผู้ใช้ได้เต็มอิ่มกับการใช้งานมากขึ้น ทั้งเปิดเล่นแอพฯพร้อมกัน หรือสนุกกับเกมสเปคสูงได้ไม่สะดุด พร้อมไมโครโฟนคู่ ลำโพงสนทนาคู่ สามารถโทรออก – รับสายได้ 2 ทิศทาง

ดีไซน์สวยล้ำ มี 3 สี Gold, Space Grey และ Rose Gold ในราคาเพียง 3,790 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มค่า สามารถเลือกใช้ Wiko Robby (RAM 1 GB) ได้ในราคา 3,490 บาท หาซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call center โทร 02-640-3600 หรือ www.wikomobile.co.th และ www.facebook.com/WikoThailand

Wiko Robby 2GB มีสเปคดังนี้

– ขนาด 155 x 79.1 x 10 มิลลิเมตร น้ำหนัก 185 กรัม

– หน่วยประมวล Quad-Core 1.3 GHz, Cortex-A7

– หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว HD (1280×720 pixels) IPS

– แรม 2GB หน่วยความจำภายใน 16GB, รองรับ microSD ได้สูงสุด 64GB

– รัน Android 6.0 Marshmallow

– กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

– กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

– รองรับ 2 ซิมการ์ด

– มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ Space Grey, Gold, Rose Gold

– ราคา 3,790 บาท

The post มาอีกรุ่น ! Wiko Robby 2 GB แรมจุใจ ให้มากกว่า ลื่นมากกว่า appeared first on Comtoday.

TP-Link เปลี่ยนโลโก้ใหม่ในรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “Reliability Smart”

Posted: 23 Aug 2016 09:32 PM PDT

TP-Link ผู้นำด้านการผลิตอุปกรณ์เครือข่ายระดับโลก ประกาศพลิกโฉมแบรนด์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่พร้อมกับร่วมฉลองครบรอบ 20 ปี ในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์เครือข่าย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา TP-Link ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีไร้สายด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้กับตลาดบ้านอัจฉริยะ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์เสริมต่างๆ จากพัฒนาการต่างๆ และกลยุทธ์ขององค์กรทำให้ TP-Link เล็งเห็นถึงความสำคัญในการปรับโฉมแบรนด์และโลโก้รูปแบบใหม่

LOGO TP-LINK

นายเจฟฟรี เชา ประธานบอร์ด TP-Link กล่าวว่า "ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในจำนวนหลายสิบล้านราย ซึ่งวันนี้เรากำลังมุ่งสู่การเดินทางครั้งใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการรูปแบบการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ทุกสิ่ง ซึ่งการที่กลุ่มสินค้าของเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง มองว่าเป็นเวลาอันสมควรแล้วในปัจจุบันสำหรับการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่ และวันนี้เรารู้สึกตื่นเต้นในการเปิดตัว TP-Link รูปแบบใหม่สู่ตลาดโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการนำเสนอสินค้าที่มีศักยภาพใหม่และประสบการณ์การใช้งานที่สมบูรณ์แบบขึ้น"

TP-Link ได้ปรับเปลี่ยนโลโก้และรูปแบบของแบรนด์สินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ขององค์กรพร้อมคำกำกับโลโก้ใหม่ว่า "Reliability Smart" เพื่อตอกย้ำถึงการมุ่งสู่กลุ่มสินค้าอัจฉริยะ โดยโลโก้บริษัทอันใหม่นี้จะมีลูกศรขั้นศูนย์กลางเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าหัวทันสมัยในปัจจุบัน

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับโฉมโลโก้โดยใช้พยัญชนะตัวตามทั้งหมดและสะกดชื่อเป็น TP-Link แทนแบบเดิมที่สะกดเป็น TP-LINK ทำให้มีเอกลักษณ์ที่ดูเรียบง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่เพิ่มความน่าสนใจและเว็บไซต์ที่ปรับปรุงให้มีความชัดเจนด้านผลิตภัณฑ์ยิ่งขึ้น รวมถึงรูปแบบสีในแบรนด์ที่เปลี่ยนไปให้ดูมีพลังและมีสีสันเพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์อีกด้วย

นายเบรน เมเยอรส์, ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ กล่าวว่า "ปัจจุบัน ลูกค้าถูกห้อมล้อมด้วยเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงสับสนกับคำกล่าวอ้างด้านคุณประโยชน์และการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้เรามองเห็นถึงโอกาสในการสร้างหนทางที่สู่การเพิ่มประสิทธิภาพและความสำเร็จให้กับลูกค้าในทุกด้าน ทำให้นวัตกรรมและบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ TP-Link ในด้านความชาญฉลาด ความก้าวหน้า และเข้ากับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราเชื่อว่ารูปแบบนี้จะช่วยให้ TP-Link ปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านเน็ตเวิร์คให้ใกล้ชิดกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คนมากยิ่งขึ้น"

นับตั้งแต่วันนี้ สีสันและรูปแบบที่สดใสกว่าเดิมจะปรากฏบนเว็บไซต์ TP-Link.com และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ บรรจุภัณฑ์ และส่วนของการตกแต่งร้านค้า โดยสินค้าใหม่อย่าง Talon AD7200 จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและแข็งแกร่งพร้อมนำเสนอมาตรฐานสูงสุดด้านคุณภาพให้กับลูกค้า แบรนด์ใหม่ ซึ่งจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน IFA ในกรุงเบอร์ลินระหว่างวันที่ 2 – 7 กันยายนนี้ รับชมเว็บไซต์ TP-Link รูปแบบใหม่ได้ที่ http://www.tp-link.co.th/newtplink

TP-link 1

The post TP-Link เปลี่ยนโลโก้ใหม่ในรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด "Reliability Smart" appeared first on Comtoday.

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ก้าวสำคัญ! Domino’s Pizza เตรียมใช้โดรนส่งสินค้าภายในปีหน้า


ก้าวสำคัญ! Domino’s Pizza เตรียมใช้โดรนส่งสินค้าภายในปีหน้า

Posted: 25 Aug 2016 10:07 AM PDT

130604155205-dominoes-pizza-delivery-drone-1024x576

ในโลกของธุรกิจนั้นแม้ผู้ริเริ่มจะสำคัญแต่ผู้ที่พร้อมก่อนย่อมได้เปรียบ! เพราะล่าสุดนั้นแบรนอาหารฟาสฟู๊ดส์อันโด่งดังในอเมริกาอย่าง Domino’s Pizza พร้อมเข้าไปทุกที่จะใช้โดรนในการขนส่งสินค้าเป็นเจ้าแรกของโลกตัดหน้ายักษ์ใหญ่ทั้ง Amazon และ Google

dominos-dru-drone

โดยในตอนนี้นั้นทาง Domino’s Pizza ได้ใช้น่านฟ้าของเมืองโอ๊คแลนด์ (Auckland) ในประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) เป็นพื้นที่ทดสอบการขนส่งสินค้าด้วยโดรนด้วยเหตุผลที่ว่ากฎการบังคับใช้งานโดรนในประเทศนี้นั้นยึดหยุ่นและสะดวกสบายต่อการทดสอบ ซึ่งหากทุกอย่างไปได้ด้วยดีพวกเขายังเตรียมการจะขยายการทดสอบในอีก 6 ประเทศทั้ง ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรีย ฯลฯ อีกทั้งภายในไตรมาสแรกของปี 2017 คงจะพร้อมให้ลูกค้าสามารถใช้บริการส่งพิซซ่าด้วยโดรนได้ อย่างไรก็ตามพวกเขามีความหวังที่จะอยากจะให้บริการขนส่งพิซซ่าด้วยโดรนนั้นใช้งานได้เร็ววันในประเทศออสเตรียอันเป็นบ้านเกิดและจุดกำเนิดของแบรนด์ Domino’s Pizza 

นับว่าเป็นอีกก้าวของความล้ำสมัยในการส่งสินค้านะครับและคงต้องมาดูต่อไปว่า Domino’s Pizza นั้นจะได้เป็นเจ้าแรกของโลกหรือไม่ที่จะได้ใช้โดรนในการส่งสินค้าได้ตามที่พวกเขาคาดหวังกันเอาไว้

Credit: news.com.au

 

 

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ ก้าวสำคัญ! Domino’s Pizza เตรียมใช้โดรนส่งสินค้าภายในปีหน้า
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

เบื่อ!! ไม่มีอะไรทำ!! Google จัดเกมมาให้เล่นเพลิน ๆ หน้า Google Search

Posted: 25 Aug 2016 09:07 AM PDT

google-search-solitaire

วันนี้ Google เปิดตัวของเล่นใหม่บน Google Search ใหม่ เป็นเกมที่หลาย ๆ คน คงรู้จักกันดีในทุกช่วงอายุคน นั่นก็คือเกม Solitaire (เกมไพ่) และเกม Tic-Tac-Toe(XO)

ซึ่งต่อไปนี้เราจะสามารถเล่นได้ง่าย ๆ ผ่านหน้าแอป Google หรือเว็บ Google Search ได้เลย ไม่ต้องลงแอปหรือโปรแกรมใด ๆ เพิ่มเลยทั้งสิ้น ซึ่งในการเล่นเกม Solitaire หรือเกมไพ่ใน Windows ที่เรารู้จักกันดีนั้น แต่ในเวอร์ชั่นของ Google นั้นจะมีดีไซน์ที่สวยขึ้น สามารถเข้าไปเล่นได้แล้วเพียงแค่ค้นหาคำว่า Solitaire ใน Google หรือสามารถคลิกได้ที่นี่

solitaire

และอีกเกมนึงที่เราก็น่าจะรู้จักกันดี นั่นก็คือเกม Tic-Tac-Toe หรือที่เรารู้จักในนามเกม XO นั่นเอง สามารถเล่นได้เพียงค้นหาคำว่า Tic Tac Toe

tictactoe

ที่มา: Google Blog

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ เบื่อ!! ไม่มีอะไรทำ!! Google จัดเกมมาให้เล่นเพลิน ๆ หน้า Google Search
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

อดีตคู่หู Steve Jobs ไม่ปลื้ม iPhone จะโละช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ทิ้ง

Posted: 25 Aug 2016 12:25 AM PDT

wozniak

Steve Wozniak อดีตคู่หูผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ร่วมกับ Steve Jobs ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึง Apple อีกครั้ง โดยคราวนี้เขาวิพากย์วิจารณ์ในประเด็นของข่าวการตัดพอร์ตเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มม. ทิ้งใน iPhone รุ่นต่อไป รวมทั้งมุมมองที่มีต่อ USB-C อีกด้วย

ทั้งนี้ Woz ได้ให้สัมภาษณ์กับ Australian Financial Review โดยมีส่วนที่พูดถึงประเด็นการตัดช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไปเป็นครั้งแรกใน iPhone รุ่นใหม่ (คาดว่าจะใช้ชื่อ iPhone 7 หรือ iPhone 6 Se) ที่จ่อจะเปิดตัวในปีนี้ ซึ่งจะหันมาใช้เพียงช่องเสียบสาย Lightning ในการใช้แทนช่องเสียบหูฟัง, ชาร์จแบตเตอรี รวมทั้งเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งเขามองว่า การเลือกแนวทางดังกล่าวจะทำให้ผู้คนสนใจในตัว iPhone น้อยลง

‘ถ้าตัดช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลฯ ออกไป นั่นก็เท่ากับว่าตัดลูกค้าออกไปอีกมากมาย ผมเองจะไม่ใช้ bluetooth หรอกนะ ผมไม่ชอบพวกไร้สาย แค่การเล่นเพลงผ่าน bluetooth มันทำให้คุณภาพเสียงขาดมิติไปแล้ว’ ซึ่ง Woz ก็มองว่าเขาจะยอมหันมาใช้ก็ต่อเมื่อมีการพัฒนาในส่วนของ bluetooth โดยเฉพาะการปรับปรุงในส่วนของ bandwidth ที่สูงขึ้นและคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นจริงๆ เท่านั้น

 

ขณะเดียวกัน Intel ก็เดินหน้าที่จะผลักดันให้ USB-C เป็นมาตรฐานใหม่แห่งอนาคตของการเชื่อมต่อเสียงผ่านดิจิตอล ซึ่งปัจจุบันพอร์ตดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้แล้วกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ในหลายๆ รุ่น และ Woz เองก็มองว่า USB-C เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อในอนาคต

‘ผมเชื่อว่า USB-C คืออนาคตของเรา หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ผมใช้อยู่และชอบมากคือ Nexus 5X ก็มีพอร์ต USB-C จากการที่ได้ใช้งานมัน ผมมองว่ามันจะยกระดับการใช้งานสมาร์ทโฟนได้เลย’ Woz ทิ้งท้าย

 

ที่มา: macrumors

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ อดีตคู่หู Steve Jobs ไม่ปลื้ม iPhone จะโละช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ทิ้ง
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple แนะ iPhone 7 ไม่ควรตัดแจ็คหูฟังทิ้ง

Link to Comtoday

ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple แนะ iPhone 7 ไม่ควรตัดแจ็คหูฟังทิ้ง

Posted: 25 Aug 2016 11:22 AM PDT

ท่ามกลางกระแข่าว iPhone 7 ที่หลั่งไหลออกมาก่อนเปิดตัวตามหน้าสื่อไม่เว้นแต่ละวัน น่าจะทำให้หลายคนรู้สึกเชื่อว่าของจริงที่ Apple เตรียมเปิดตัวคงไม่หลุดหนีไปจากดีไซน์นี้แน่ แถมการมีภาพหลุดออกมาถี่แบบนี้ก็ไม่น่าแปลกใจที่ความน่าสนใจจะลดเลือนลงไปพอสมควร

steve-wozniak-warns-iphone-7-headphone-jack-1

กระแสข่าวของ iPhone 7 ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการพูดถึงการตัดแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออกไป เพื่อรองรับหูฟังในดีไซน์ใหม่ที่ใช้บลูทูธเป็นตัวเชื่อมสำคัญ แถมทำให้ตัวเครื่องมีความบางกว่า iPhone 6s อย่างไรก็ตามเมื่อกระแสข่าวดังกล่าวหลุดไปถึงหูของ Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ร่วมกับ Steve Jobs และ Ronald Wayne เขาได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าอาจทำให้ผู้ใช้ iPhone ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ซึ่งส่วนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ของ Steve Wozniak กับ Australian Financial Review เขาระบุว่า ถ้า Apple ตัดสินใจตัดแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ออกไป ผลเสียจะเกิดกับผู้ใช้จำนวนมาก ตัวเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบแบบไร้สาย ภายในรถยนต์ของเขาสามารถต่อแจ็คสำหรับฟังเพลงหรือผ่านบลูทูธก็ได้ ซึ่งการใช้บลูทูธนี่เองกลับทำให้คุณภาพเสียงขาดมิติไปโดยปริยาย หากมีบลูทูธที่มีแบนด์วิธสูงขึ้น สามารถให้คุณภาพเสียงในการฟังเพลงที่ดีขึ้น ตัวเขาก็ยินดีที่จะใช้มัน เพราะ Apple สามารถสร้างสิ่งที่ดีที่จะนำไปสู่อนาคตได้ และเขาก็ชอบที่จะทำตามนั้น

แม้ Steve Wozniak จะออกจาก Apple ไปตั้งแต่ปี 1987 แต่ปัจจุบันเขาก็ยังออกมาวิพากษวิจารณ์และให้คำแนะนำถึงสินค้ารุ่นต่างๆ ของ Apple ซึ่งเรื่องที่เขาออกมาให้ความเห็นล่าสุดนี้ ก็ยังไม่แน่เหมือนกันว่า Apple จะตัดแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร เหมือนอย่างที่มีข่าวหรือไม่ ต้นเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้ คงได้เห็นกันครับ

อ้างอิงจาก Theguardian

The post ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple แนะ iPhone 7 ไม่ควรตัดแจ็คหูฟังทิ้ง appeared first on Comtoday.

แท็กซี่ขับเองได้ เปิดทดสอบให้บริการครั้งแรกในสิงคโปร์

Posted: 25 Aug 2016 10:09 AM PDT

ครั้งแรกของประเทศสิงคโปร์ และครั้งแรกในโลก กับการเปิดทดสอบบริการ “แท็กซี่ขับเองได้” ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานขับรถ แค่เรียกผ่านสมาร์ทโฟนก็ใช้บริการได้แล้ว

แท็กซี่ขับเองได้

ภายใต้การดำเนินการโดยบริษัท nuTonomy และการกำกับดูแลของรัฐ ร่วมกันเริ่มต้นทดสอบบริการแท็กซี่ขับเองได้ ครั้งแรกของประเทศสิงคโปร์ และครั้งแรกในโลก แต่ที่บอกขับเองได้ไม่ใช่ว่าตัวเราขึ้นไปขับเองนะครับ เป็นรถแท็กซี่ที่สามารถขับเคลื่อนได้เอง พาเราไปส่ง ณ จุดหมายปลายทางได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพนักงานขับรถแต่อย่างใด

การทดสอบแท็กซี่ขับเองได้โดยบริษัท nuTonomy เริ่มต้นกับสมาชิกกลุ่มหนึ่ง ให้บริการวิ่งบนถนน one-north ย่านหนึ่งในสิงคโปร์ ซึ่งประเภทของแท็กซี่ที่นำมาให้บริการเป็นการนำรถยนต์ยี่ห้ออย่าง Renault Zoe และ Mitsubishi i-MiEV มาดัดแปลง พร้อมใส่เทคโนโลยีที่มีความทันสมัย เซนเซอร์ชนิดต่างๆ ที่ช่วยให้แท็กซี่สามารถขับเคลื่อนเองได้และให้ความปลอดภัย

โดยการทดสอบการให้บริการจริงครั้งนี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูล ความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ทั้งในส่วนของตัวรถและแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนสำหรับเรียกใช้บริการ นอกจากนี้ยังเป็นตรวจสอบประสิทธิภาพของแท็กซี่ขับเองได้ที่นำมาให้บริการว่ามีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร มีข้อบกพร่องหรือจุดบอดได้ที่ต้องนำมาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่

ทั้งนี้การเริ่มทดสอบบริการแท็กซี่ขับเองได้ของบริษัท nuTonomy ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสิงคโปร์เป็นอย่างดี พร้อมตั้งเป้าให้บริการเต็มรูปแบบ อย่างน้อย 1,000 คัน ในปี 2018

อ้างอิงจาก Recode

The post แท็กซี่ขับเองได้ เปิดทดสอบให้บริการครั้งแรกในสิงคโปร์ appeared first on Comtoday.

MSI เผย ทำไมต้อง GeForce GTX 10 SERIES

Posted: 25 Aug 2016 09:19 AM PDT

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราคงจะได้มีโอกาสเห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากทาง MSI Gaming Notebook ที่มาพร้อมกับกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Nvidia ไปเรียบร้อยแล้ว กับเจ้า Nvidia GeForce GTX 10 SERIES ซึ่งหลายๆคน ก็คงจะแอบสงสัยว่า ทำไมราคามันถึงได้สูงนัก เดี๋ยววันนี้ MSI Gaming Notebook จะมาอธิบายถึงสิ่งที่เปลี่ยนไป ของเจ้ากราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ล่าสุด Nvidia GeForce GTX 10 SERIES กันครับ

msi-geforce-2

Nvidia GeForce GTX 10 SERIES ประสิทธิภาพดีขึ้น มากกว่า GeForce GTX 900 SERIES 40 – 70 %

กราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ล่าสุด Nvidia GeForce GTX 10 SERIES ที่ทำการติดตั้งบน MSI Gaming Notebook จะไม่มีรหัส M ต่อท้ายเหมือนกับรุ่นเก่า และมีประสิทธิภาพดีขึ้น มากกว่า GeForce GTX 900 SERIES 40 – 70 % ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากราฟิกการ์ดรุ่นใหม่นี้จะมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะนั่นเอง

msi-geforce-1

สิ่งที่คนชอบมีความเข้าใจผิด ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของ Nvidia GeForce® GTX 10 SERIES

– GTX 1080 นำไปเปรียบเทียบ กับ GTX980M

– GTX 1070 นำไปเปรียบเทียบ กับ GTX970M

– GTX 1060 นำไปเปรียบเทียบ กับ GTX960

msi-geforce-3

ซึ่งความจริงแล้วการเปรียบเทียบประสิทธิภาพที่ถูกต้อง คือ

– GTX 1080 เปรียบเทียบกับ GTX980 : ซึ่ง GTX 1080 มีประสิทธิภาพดีกว่า GTX 980 มากถึง 50 – 70 %

– GTX 1070 เปรียบเทียบกับ GTX980M : ซึ่ง GTX 1070 มีประสิทธิภาพดีกว่า GTX 980M มากถึง 45 – 65 %

– GTX 1060 เปรียบเทียบกับ GTX970M : ซึ่ง GTX 1060 มีประสิทธิภาพดีกว่า GTX 970M มากถึง 40 – 50 %

กราฟแสดงการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ 3D Mark 11 P Score ระหว่าง GTX 10 SERIES และ GTX 900 SERIES

msi-geforce-4

จากกราฟด้านบนบอกออะไรเราได้บ้าง ?

GTX 1080 VS GTX 980

ประสิทธิภาพของ GTX1080 บน MSI Gaming Notebook สามารถทำคะแนน 3D Mark 11 P Score ได้ถึง 21,500 คะแนน ซึ่งมากกว่าถึง 7,000 คะแนน หรือประมาณ 48 % เมื่อเปรียบเทียบกับ GTX 980 ซึ่งทำคะแนนได้เพียง 14,500 คะแนน

GTX 1070 VS GTX 980M

ประสิทธิภาพของ GTX1070 MSI Gaming Notebook สามารถทำคะแนน 3D Mark 11 P Score ได้ถึง 18,200 คะแนน ซึ่งมากกว่าถึง 6,000 คะแนน หรือประมาณ 49 % เมื่อเปรียบเทียบกับ GTX 980M ซึ่งทำคะแนนได้เพียง 12,200 คะแนน

GTX 1060 VS GTX 970M

ประสิทธิภาพของ GTX1060 MSI Gaming Notebook สามารถทำคะแนน 3D Mark 11 P Score ได้ถึง 13,500 คะแนน ซึ่งมากกว่าถึง 4,100 คะแนน หรือประมาณ 43 % เมื่อเปรียบเทียบกับมากกว่า GTX 970M ซึ่งทำคะแนนได้เพียง 9,400 คะแนน

และมาดูในส่วนของการเปรียบเทียบของ Game Benchmarks

Game Benchmarks FRAME RATE COMPARE ( fps ) GTX 1080 VS GTX980

msi-geforce-8

Game Benchmarks FRAME RATE COMPARE ( fps ) GTX 1070 VS GTX980M

msi-geforce-6

Game Benchmarks FRAME RATE COMPARE ( fps ) GTX 1060 VS GTX970M

msi-geforce-7

และสุดท้ายมาดูในส่วนของการเปรียบเทียบ Game Benchmarks FRAME RATE COMPARE ( fps ) ระหว่าง GTX1080 , GTX1070 และ GTX1060 ว่ารุ่นไหนจะตอบโจทย์การเล่นเกมที่คุณต้องการได้มากขนาดไหน

msi-geforce-5

สุดท้ายนี้ผู้ที่จะเลือกว่า กราฟิกการ์ดรุ่นใดเหมาะสม และ รองรับการใช้งานของเราได้มากขนาดไหน คงจะเป็นผู้ซื้อ และเหล่าเกมเมอร์เอง ว่าจะเลือก Nvidia GeForce® GTX 10 SERIES หรือ GeForce® GTX 900 SERIES และเหตุใดผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมกับ Nvidia GeForce® GTX 10 SERIES หวังว่าบทความนี้จะสามารถเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ MSI Gaming Notebook ได้มากยิ่งขึ้นครับ

ผลิตภัณฑ์ MSI Gaming Notebook ที่มาพร้อมกับกราฟฟิการ์ด GTX 10 SERIES

MSI GE SERIES with GTX 10 SERIES

– MSI Gaming Notebook GE62VR 6RF Apache Pro Nvidia GeForce® GTX 1060

– MSI Gaming Notebook GE72VR 6RF Apache Pro Nvidia GeForce® GTX 1060

MSI GS SERIES with GTX 10 SERIES

– MSI Gaming Notebook GS43VR 6RE Phantom Pro Nvidia GeForce® GTX 1060

– MSI Gaming Notebook GS63 6RF Stealth Pro Nvidia GeForce® GTX 1060

– MSI Gaming Notebook GS73 6RF Stealth Pro Nvidia GeForce® GTX 1060

MSI GT SERIES with GTX 10 SERIES

– MSI Gaming Notebook GT72VR Dominator Pro Nvidia GeForce® GTX 1070

– MSI Gaming Notebook GT72VR Dominator Pro Tobii Nvidia GeForce® GTX 1070

– MSI Gaming Notebook GT73VR 6RE TITAN Nvidia GeForce® GTX 1070

– MSI Gaming Notebook GT73VR 6RF TITAN PRO Nvidia GeForce® GTX 1080

– MSI Gaming Notebook GT83VR 6RE TITAN SLI Nvidia GeForce® GTX 1070 SLI

– MSI Gaming Notebook GT83VR 6RF TITAN SLI Nvidia GeForce® GTX 1080 SLI

msi-geforce-9

ราคาผลิตภัณฑ์ MSI Gaming Notebook ที่มาพร้อมกับกราฟฟิการ์ด GTX 10 SERIES

MSI GE SERIES with GTX 10 SERIES

– MSI Gaming Notebook GE62VR 6RF Apache Pro – 012TH : 65,900 THB.

– MSI Gaming Notebook GE72VR 6RF Apache Pro – 015TH : 67,900 THB.

MSI GS SERIES with GTX 10 SERIES

– MSI Gaming Notebook GS43VR 6RE Phantom Pro – 018XTH : 61,900 THB.

– MSI Gaming Notebook GS63 6RF Stealth Pro – 044TH : 76,900 THB.

– MSI Gaming Notebook GS73 6RF Stealth Pro – 034TH : 78,900 THB.

MSI GT SERIES with GTX 10 SERIES

– MSI Gaming Notebook GT72VR Dominator Pro Tobii- 064TH : 99,900 THB.

– MSI Gaming Notebook GT73VR 6RE TITAN – 010TH : 115,900 THB.

– MSI Gaming Notebook GT73VR 6RF TITAN PRO 4K – 090TH : 145,900 THB.

– MSI Gaming Notebook GT83VR 6RE TITAN SLI- 022TH : 151,900 THB.

– MSI Gaming Notebook GT83VR 6RF TITAN SLI – 021TH : 189,900 THB.

The post MSI เผย ทำไมต้อง GeForce GTX 10 SERIES appeared first on Comtoday.

dtac เปิดตัว dInfinite แฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่ เปลี่ยนทุกการรับรู้แบบเดิมสู่โลกใหม่แห่งประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ไม่สิ้นสุด

Posted: 25 Aug 2016 07:56 AM PDT

ดีแทค เปลี่ยนทุกการรับรู้ สู่โลกใหม่แห่งประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ "ดีอินฟินิท" (dInfinite) ดิจิทัลเซอร์วิซแฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่ เพื่อประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบไม่สิ้นสุด มุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในประเทศไทย

dtac-dInfinite-1

ดีแทค เปิดตัว "ดีอินฟินิท" (dInfinite) ดิจิทัลเซอร์วิซแฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนทุกการรับรู้แบบเดิมสู่โลกใหม่แห่งประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ไม่สิ้นสุด ที่พร้อมให้สนุกกับทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์บนพื้นที่เทคโนโลยีแบบไม่สิ้นสุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ dInfinite The endless digital experiences ประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบไม่สิ้นสุด พร้อมต้อนรับลูกค้าดิจิทัลทุกกลุ่มอย่างครบวงจร ด้วย 5 เอ็กซ์คลูซีฟโซนที่ล้ำสมัยด้วยบริการอันเหนือระดับทั้งความสะดวกสบาย รวดเร็ว และประสบการณ์ กับสมาร์ทโฟนและดิจิทัลแก็ดเจ็ตใหม่ล่าสุด เริ่มเปลี่ยนสู่การรับรู้แบบไม่สิ้นสุดครั้งแรกของประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 4 ตั้งเป้าสร้างประสบการณ์ดิจิทัลครั้งใหม่ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 19 แห่ง ภายในปี 2560 ด้วยงบประมาณ 240 ล้านบาท เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในประเทศไทย

dtac-dInfinite-2

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า "ดีแทค วางเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในประเทศไทย ทั้งการให้บริการเครือข่ายการบริการ สิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ เพื่อมอบความพิเศษให้กับลูกค้าดีแทคอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้ ดีแทค ได้สร้างปรากฏการณ์ดิจิทัลครั้งใหม่ด้วยการมอบบริการที่ยกระดับเหนือกว่า เพื่อตอกย้ำพันธกิจในการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 และครองใจลูกค้าทั่วประเทศ กับการเปิดตัว "ดีอินฟินิท" (dInfinite) ดิจิทัลเซอร์วิซแฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่ที่โดดเด่นและเหนือกว่าศูนย์บริการดีแทคทั่วไป เพื่อตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ในทุกแง่มุมอย่างครบวงจร ด้วยงบลงทุน 240 ล้านบาท ในการปรับโฉมศูนย์บริการทั่วประเทศไทย โดยเริ่มต้น ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนเป็นสาขาแรก และจะทยอยมอบประสบการณ์ดิจิทัล กับ "ดีอินฟินิท" (dInfinite) จนครบ 19 สาขา ภายในปี 2560"

"ดีอินฟินิท" (dInfinite) นำเสนอดิจิทัลเซอร์วิซแฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ dInfinite The endless digital experiences ประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบไม่สิ้นสุด โดยชูความพิเศษของดิจิทัลเซอร์วิซ แฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่นี้ ตั้งแต่การตกแต่งร้านในรูปแบบที่พิเศษยิ่งขึ้น โดยเลือกใช้มัณฑนากรมืออาชีพเจ้าของผลงานการออกแบบศูนย์บริการ "iStudio" ทั่วโลกอย่าง มร. เดวิด เจ. เมเยอร์ ดีไซเนอร์ระดับโลก ชาวอเมริกันจาก บริษัท ไวท์สเปซ (WHITESPACE) จำกัด มาช่วยสร้างสรรค์รูปแบบการตกแต่ง "ดีอินฟินิท" (dInfinite) โดยคงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ดีแทคด้วยการเลือกใช้โทนสีฟ้า ผสานเข้ากับการใช้วัสดุ ที่เลือกใช้ไม้สีอ่อน เติมเต็มความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ พร้อมแทรกความทันสมัยด้วยการใช้วอลเปเปอร์ที่ทำจากวัสดุแบบไฮกลอสให้ความเรียบและมันวาว ตอกย้ำความเป็นดิจิทัลในทุกรายละเอียด ทำให้ลูกค้าดีแทคที่เข้ามาใช้บริการรู้สึกเหมือนอยู่บ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของดิจิทัลไลฟ์สไตล์อย่างที่ไม่เคยสัมผัส รวมทั้งการบริการที่ล้ำสมัยจากพนักงานดีแทคทุกคนและความทันสมัยของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่อยู่รอบด้าน

"นอกจากนี้ ดีแทค ยังได้ยกระดับการบริการรูปแบบใหม่ ผ่าน 5 โซนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ครอบคลุมทุกดิจิทัล ไลฟ์สไตล์อย่างไม่สิ้นสุด ผสานกับเทคโนโลยีใหม่ตอบรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล ได้แก่ Speedy Queue, Knowledge Table, Smart Table, e-Brochure Wall และ Experience Corner ซึ่งลูกค้าจะได้รับประโยชน์ และความสะดวกในการใช้บริการ สามารถทดลองและซื้อสินค้า รับคำแนะนำและบริการหลังการขาย ที่รวดเร็วจากพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า พร้อมด้วยบรรยากาศ ที่เต็มไปด้วยความสุขและความพึงพอใจ และจากการปรับโฉมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญเพื่อก้าวสู่ การเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างแท้จริง" นายลาร์สเสริม

dtac-dInfinite-4

"ดีอินฟินิท" (dInfinite) ดิจิทัลเซอร์วิซแฟลกชิพสโตร์ที่นำเสนอพื้นที่เทคโนโลยีเพื่อมอบประสบการณ์ดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ ประกอบด้วย 5 โซน ดังนี้

1. Speedy Queue

บริการรูปแบบใหม่เอาใจดิจิทัล เจนเนเรชั่น ที่มอบทั้งความสะดวกสบาย และความรวดเร็วทันใจตั้งแต่ก้าวเข้ามารับบริการ ด้วยระบบรันคิวรูปแบบใหม่ ที่ลูกค้าดีแทคสามารถ ทำธุรกรรมได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ ณ จุดใดภายในดีอินฟินิท ทั้งนี้ ดีแทคยังมอบความพิเศษไม่เหมือนใครยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าดีแทคโดยเฉพาะ กับบริการใหม่ที่ให้ลูกค้าสามารถจองคิวออนไลน์ได้ล่วงหน้าก่อนมาถึงดีอินฟินิทผ่านดีแทคแอพลิเคชั่น โดยเลือกบริการ Queue service สามารถดาวน์โหลดแอพฯได้ฟรีที่ App Store หรือ Google Play

2. Knowledge Table

เต็มอิ่มไปกับประสบการณ์ความบันเทิงแบบ Digital Live Streaming ด้วยแอพพลิเคชั่น dtac Music Infinite และ Primetime ผ่านจอ "Big Screen Tablet" ทั้งไอแพดและ ซัมซุง นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าถึงประสบการณ์ดิจิทัลที่ชื่นชอบแบบง่ายๆ ลูกค้าดีแทคสามารถช้อปปิ้งผ่าน ดีแทคออนไลน์ทันใจพร้อมบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน หรือสอบถามข้อมูลต่างๆ ผ่านบริการ dtac community

3. Smart Table

ลูกค้าดีแทคยังสามารถทดลองสินค้าใหม่ได้ก่อนใคร ผ่านอุปกรณ์ตัวอย่างทุกรุ่นและ ทุกแบบ พร้อมโปรโมชั่นที่คุ้มค่าที่สุด และยังสามารถเช็คสเป็คสินค้าที่ต้องการด้วยข้อมูลที่อัพเดตล่าสุดได้ง่ายๆ ผ่านจอมัลติมีเดียบน Smart Table

4. e-Brochure Wall

อีกหนึ่งทางเลือกง่ายๆ ที่ตอบสนองทุกความต้องการของดิจิทัลไลฟ์สไตล์ กับการเลือกโปรโมชั่นที่ใช่ และข้อมูลที่อัพเดทล่าสุดผ่านระบบหน้าจอสัมผัส กับ e-Brochure Wall ที่ตอบสนอง ทุกความต้องการของลูกค้าดีแทคได้ในทันที และสามารถสแกน QR code เพื่อรับข้อมูลที่ต้องการผ่านทางอีเมล์ หรือ SMS ได้ทันใจและที่สำคัญยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5. Experience Corner

อัพเดทเทรนด์ใหม่ล่าสุดก่อนใครกับสุดยอดแก็ดเจ็ตและอุปกรณ์เสริมต่างๆ สุดล้ำที่เหล่าดิจิทัล เจนเนเรชั่นพลาดไม่ได้ อาทิ โดรน, Star Wars หรือแก็ดเจ็ตเพื่อสุขภาพ พร้อมเปิดให้ทดลองใช้จริงเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตก้าวทันยุคดิจิทัลแบบไม่ตามใคร

dtac-dInfinite-3

พิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ามาทำธุรกรรมที่ "ดีอินฟินิท" (dInfinite) ดิจิทัลเซอร์วิซแฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่ ระหว่างวันที่ 25-31 สิงหาคม 2559 รับส่วนลดพิเศษ 15% เมื่อซื้อแก็ดเจ็ตยี่ห้อ KOAN รุ่นใดก็ได้

พบกับโลกใหม่แห่งประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ไม่สิ้นสุด พร้อมสนุกกับชีวิตดิจิทัลบนพื้นที่เทคโนโลยีเต็มรูปแบบ กับ "ดีอินฟินิท" (dInfinite) ดิจิทัลเซอร์วิซแฟลกชิพสโตร์ เปิดให้บริการที่แรกของประเทศไทยแล้ว ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

The post dtac เปิดตัว dInfinite แฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่ เปลี่ยนทุกการรับรู้แบบเดิมสู่โลกใหม่แห่งประสบการณ์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ไม่สิ้นสุด appeared first on Comtoday.

สัมผัสประสบการณ์ผลิตวิดีโอแบบเสมือนจริงและ 360 องศา ที่ YouTube Pop-up Space Bangkok

Posted: 25 Aug 2016 07:40 AM PDT

กลับมาอีกครั้งกับ YouTube Pop-up Space Bangkok ครั้งนี้จัดขึ้นที่ Centerpoint Studio ถือเป็นการจัดสตูดิโอชั่วคราวของ YouTube ในเมืองไทยเป็นครั้งที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จในครั้งแรกที่มาเปิดตัวที่ G Village เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สตูดิโอชั่วคราวครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ส.ค. – 28 ส.ค. เราตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้เห็น YouTube ครีเอเตอร์ชาวไทยมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อเปิดประตูสู่โลกแห่งการเรียนรู้ เชื่อมสัมพันธ์ และสร้างสรรค์วิดีโอสุดมหัศจรรย์

youtube-360-workshop-3

เราทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อสรรค์สร้างนวัตกรรมให้กับแพลตฟอร์ม YouTube เป้าหมายของเราคือการเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ทุกคน ไม่ว่าจะหน้าใหม่หรือเก่า จะมีจำนวนผู้ติดตามมากหรือน้อยได้นำเสนอเรื่องราวบน YouTube ด้วยคุณภาพที่ดีที่สุดไปยังหน้าจอใดๆ ก็ตาม รวมถึง 4K หรือ 8K ไปจนถึง 60fps และเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์อันดื่มด่ำและการตอบสนองของผู้ใช้อย่างเต็มเปี่ยม เราเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์แรกที่เปิดให้ทุกคนถ่ายทอดสดได้ ตั้งแต่ปี 2554 และเราได้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์สำคัญๆ หลายรายการเช่น “พระราชพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียม – แคทเธอรีน มิดเดิลตัน” และ "วินาทีดิ่งพสุธาของ Felix Baumgartner ที่ทิ้งตัวจากแคปซูลสุดเขตชั้นบรรยากาศของโลก" ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วเรามอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้ชมวิดีโอบน YouTube ในรูปแบบ VR หรือชมวิดีโอสมจริงแบบ 360 องศาผ่าน Google Cardboard

เพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่นี้ได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลของการกลับมาอีกครั้งของ Pop-up Space ซึ่งภายในสตูดิโอชั่วคราวนี้เราได้จัดกิจกรรม Workshop ไว้หลากหลาย จึงเหมาะสำหรับทั้งครีเอเตอร์ โปรดิวเซอร์ รวมไปถึงทีมผู้ผลิตรายการข่าวโทรทัศน์

youtube-360-workshop

สื่อมวลชนที่ใช้วิดีโอเป็นสื่อกลางในการสื่อสารอยู่เป็นประจำ จะได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญจาก YouTube เกี่ยวกับวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการผลิตและถ่ายทำวิดีโอแบบ 360 องศา รวมไปถึงการใช้ระบบเสียงรอบทิศทาง นอกจากนี้พวกเขายังมีเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณสามารถชมวิดีโอเสมือนจริงบน YouTube ได้โดยการใช้ Google Cardboards

youtube-360-workshop-1

youtube-360-workshop-2

The post สัมผัสประสบการณ์ผลิตวิดีโอแบบเสมือนจริงและ 360 องศา ที่ YouTube Pop-up Space Bangkok appeared first on Comtoday.

SIPA เผยผลสำรวจตลาดซอฟต์แวร์ไทย ปี 2558 มูลค่าการผลิตเติบโตร้อยละ 1.2

Posted: 24 Aug 2016 08:26 AM PDT

SIPA ร่วม IMC สำรวจมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ปี 2558 ชี้เติบโตเล็กน้อย ปัจจัยจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ – Software-enable Service ทำให้อุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลง คาดปี 2559 และ 2560 ยังเติบโตต่อเนื่องร้อยละ 4.4และ 4.3 ผลจากกระตุ้นการใช้ Promptpay และการขยายโครงสร้างพื้นฐาน

sipa-software-thai-1
นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ

นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ กล่าวถึง การสำรวจมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ของประเทศไทย ประจำปี 2558 จัดขึ้นเพื่อติดตามความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแต่ละปีของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการวางแผนนโยบายต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยการสำรวจในปีนี้ ได้ขยายประเภทการสำรวจเพิ่มขึ้น ในกลุ่มสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และสารสนเทศ พร้อมรวบรวมข้อมูลกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ด้านเทคโนโลยี (Tech Startup) ในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์

สำหรับผลการสำรวจการผลิตซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ประจำปี 2558 มีมูลค่ารวม 52,561 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2557 เพียงร้อยละ 1.2 เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทำให้การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ทั้งในภาครัฐและเอกชนชะลอตัวตาม แต่ทั้งนี้ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ซึ่งมีรายได้ระหว่าง 100 – 500 ล้านบาทกลับมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจเนื่องจากกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพิงกับโครงการขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดีในปี 2559 มูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตราวร้อยละ 4.4 มีมูลค่ากว่า 54,893 ล้านบาท ขณะที่ปี 2560 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 4.3 และมีมูลค่ากว่า 57,257 ล้านบาท

รองผู้อำนวยการฯ เผยว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ในปี 2559 มีอัตราเติบโต คือ 1. ภาคการเงิน ได้รับการกระตุ้นเชิงนโยบายจากโครงการพร้อมเพย์ (Promptpay) ผลักดันให้มีการลงทุนเพิ่มทั้งด้านซอฟต์แวร์ระบบและซอฟต์แวร์และด้านความปลอดภัยของข้อมูล 2. ภาคโทรคมนาคม เกิดจากโครงการขยายเครือข่ายสื่อสารไร้สาย เทคโนโลยี 4G ที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์จากระบบ 3G สู่ 4G และโครงการขยายโครงข่ายบริการบรอดแบนด์ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ผลการสำรวจด้านซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัวประจำปี 2558 มีมูลค่ารวม 6,039 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 3.5 จากปีก่อน เกิดจากปัจจัยการขยายตัวของผู้ออกแบบและพัฒนาระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว โดยมีทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง(IP-based system designer) และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัว เพื่่อใช้กับสินค้าของบริษัท โดยมีฐานะเป็นหน่วยผลิตภายใน (In-house producer) อย่างไรก็ดีคาดการณ์ว่ามูลค่าการผลิตซอฟต์แวร์สมองกลฝังตัวจะเติบโต กว่าร้อยละ 5 ในปี 2559 และร้อยละ 6.9 ในปี 2560 ส่วนมูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ ปี 2558 ของประเทศไทยมีมูลค่า 3,330 ล้านบาท โตขึ้นกว่าร้อยละ 0.3 ขณะที่การนำเข้าซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์จากต่างประเทศมีมูลค่า 32,944 ล้านบาท และซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์เพื่อการพัฒนาในองค์กร (In-House) มีมูลค่า 14,903 ล้านบาท

sipa-software-thai-4

ทั้งนี้การดำเนินการปีนี้ได้ทำการสำรวจกลุ่มสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และสารสนเทศเป็นปีแรกพบว่า บัณฑิตสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ประจำปี 2556 มีจำนวน 12,619 คน ซึ่งมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ยังได้ทำการรวบรวมข้อมูลกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ด้านเทคโนโลยี (Tech Startup) พบว่ามีจำนวน 348 รายในประเทศไทย และมีมูลค่าการระดมทุนที่เปิดเผยได้กว่า 1,188 ล้านบาท (ข้อมูลจาก Google, Temasek และ TechSauce)

นางสุวิมล กล่าวถึง ผลการสำรวจในปีมีข้อสังเกตว่า พฤติกรรมการใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ SaaS (Software as a Service) มากขึ้น ซึ่งการแข่งขันจะพึ่งพิงจากเวนเดอร์ต่างประเทศเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่น่าจับตามอง

sipa-software-thai-2
รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ (ซ้าย) นางสุวิมล เทวะศิลชัยกุล (ขวา)

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี กล่าวในฐานะผู้ดำเนินโครงการสำรวจข้อมูลตลาดซอฟต์แวร์ ว่า ผลการสำรวจของปี 2558 พบข้อสังเกตที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดซอฟต์แวร์ 2 ประการ คือ ประการแรก ภาพรวมของการผลิตซอฟต์แวร์มีอัตราการเติบโตเพียงเล็กน้อย ทั้งซอฟต์แวร์สำเร็จรูป และบริการซอฟต์แวร์

โดยมี Software-enable Service หรือบริการที่เกิดจากการใช้ซอฟต์แวร์ เป็นตัวแปรการเปลี่ยนแปลง และมีแนวโน้มว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ในอนาคต

ประการที่สอง เทคโนโลยีใหม่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ได้แก่ Cloud Technology และ SaaS (Software as a Service) ทำให้พฤติกรรมการบริโภคซอฟต์แวร์เปลี่ยน โดยมีแนวโน้มที่จะย้ายไปสู่การใช้บริการซอฟต์แวร์บนเทคโนโลยีคลาวด์แทนการติดตั้งซอฟต์แวร์สำเร็จรูปบนเครื่องคอมพิวเตอร์มากขึ้น นอกจากนี้ผลการสำรวจยังพบว่า ปี 2558 สถาบันหลายแห่งมีการเปิดการเรียนการสอนในวิชา Emerging Technologies เช่น Embedded System,Cloud Technology, Internet of Things (IoT) และ Big Data เป็นต้น นับเป็นทิศทางที่ดีต่อการผลิตบัณฑิตที่จะจบการศึกษาในอนาคตอันใกล้นี้

The post SIPA เผยผลสำรวจตลาดซอฟต์แวร์ไทย ปี 2558 มูลค่าการผลิตเติบโตร้อยละ 1.2 appeared first on Comtoday.

SAS เผย แนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

Posted: 22 Aug 2016 08:53 AM PDT

แนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและพนักงานจากทั่วโลกต่างต้องการใบรับรองที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งแซส พร้อมตอบโจทย์ทักษะด้านนี้ได้อย่างครอบคลุม

sas-logo

ในปัจจุบันอาชีพด้านการวิเคราะห์และวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) กำลังเติบโตอย่างมาก จึงไม่แปลกที่มีผู้สมัครขอรับการรับรองจากแซส (SAS® Certified) จะได้รับความต้องการอย่างล้นหลามในตลาดแรงงานที่มีอัตราการแข่งขันระดับสูง และจากข้อมูลล่าสุดของการศึกษาโปรไฟล์พนักงานที่มีจำนวนมากถึง 54 ล้านคนใน PayScale.com พบว่าองค์ความรู้และทักษะการใช้โปรแกรมแซสเป็นอาชีพอันดับหนึ่งที่มีผลต่อระดับเงินเดือนอย่างมาก และเพื่อคว้าโอกาสดังกล่าว พนักงานทั่วโลกจึงต้องการได้ใบรับรองจากแซสเป็นจำนวนที่สูงเกินประวัติการณ์

นายฌอน โอ ไบรอัน รองประธานฝ่ายการศึกษาและการฝึกอบรม, แซส กล่าวว่า โปรแกรม SAS Global Certification ได้รับการเปิดตัวในปี 2542 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การรับรองทักษะและองค์ความรู้ด้านการใช้โปรแกรมแซส ซึ่งมีการออกใบรับรองเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าหลังจากเปิดตัวได้เพียงสามปีครึ่ง และปัจจุบันแซสได้ดำเนินการออกใบรับรองไปแล้วเป็นจำนวนมากถึง 100,000 ใบเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แซส ถือเป็นเทคโนโลยีระบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจภาคการธนาคาร และเภสัชกรรม โดยแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะของแซสได้ขยายครอบคลุมไปทุกอุตสาหกรรม อย่างเช่นกรณีของนาย อรัน เคนส์ ซึ่งขณะนี้เขามีใบรับรองจากแซสจำนวนสามใบและได้ใช้ประสบการณ์ถ่ายทอดทักษะการทำงานของเขาในสายอาชีพต่างๆ ที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลสูง โดยเขาโยกย้ายการทำงานจากสายงานเดิมในรัฐบาลกลางสหรัฐไปยังหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพของรัฐบาลแห่งรัฐที่มีชื่อว่าสำนักงาน Medicaid เชาใช้ทักษะการวิเคราะห์ของแซสไปช่วยเพิ่มคุณภาพในการดูแลผู้มาขอรับความช่วยเหลือจากสำนักงาน Medicaid ที่เขาทำงานอยู่ และในขณะนี้เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาอาวุโสด้านการวิเคราะห์ให้กับบริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่แห่งหนึ่งด้วย และเขายังใช้แซสช่วยในการยกระดับความอยู่ดีมีสุขให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการด้านเภสัชกรรมด้วย

นาย อรัน เคนส์ ผู้มีทักษะการใช้โปรแกรมแซส กล่าวว่า "การได้รับการรับรองจากแซสช่วยผมอย่างมากในการประกอบอาชีพ ซึ่งผมเคยเป็นตัวแทนนำเสนอในที่ประชุมใหญ่และได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลในหลากหลายหัวข้อ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือผมมีงานที่ท้าทายความสามารถอย่างมากและยังสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของผมอย่างไม่น่าเชื่อ และนับเป็นเวลาห้าปีติดต่อกันแล้วที่การออกใบรับรองแซสมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยใบรับรองแซสเป็นที่ต้องการของทั้งนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและพนักงานจากทั่วโลก โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของใบรับรองที่ออกให้เป็นการมอบให้กับบุคคลที่อยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกามากถึง 107 ประเทศ และประมาณหนึ่งในสามของผู้สอบขอรับใบรับรองแซสมีสถานภาพเป็นนักศึกษา และขณะนี้มีองค์กรมากกว่า 80,000 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ ภาครัฐ มหาวิทยาลัยทั่วโลกต่างนำระบบแซสเข้าไปปรับใช้ในองค์กร จึงมีโอกาสอย่างมหาศาลในการเข้าสู่ตลาดแรงงานสำหรับนักศึกษาที่มีใบรับรองจากแซส

นายฌอน กล่าวเพิ่มเติมว่า "ผู้มีทักษะโปรแกรมแซสรุ่นต่อไปกำลังออกสู่ตลาดงานในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากนี้” ซึ่งใบรับรองจากแซสช่วยให้นายจ้างมั่นใจได้ถึงความสามารถด้านการวิเคราะห์ขั้นสูงของพนักงานที่พวกเขาว่าจ้าง และทราบดีว่าพวกเขากำลังจ้างบุคลากรที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญต่อการแปรรูปองค์กรให้ก้าวสู่ความสำเร็จได้”

ค่าสมัครสอบใบรับรองของแซสเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

แซสจัดเตรียมใบรับรองให้กับภาคส่วนที่มีความต้องการสูง เช่น การวิเคราะห์ขั้นสูง การบริหารจัดการข้อมูล และระบบธุรกิจอัจฉริยะ (BI) และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่บริษัทได้ออกใบรับรองครบ 100,000 ใบ แซสพร้อมนำเสนอค่าธรรมเนียมการสอบเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 18 กันยายนศกนี้ โดยต้องปฏิบัติตามกฎกติกาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

เส้นทางก้าวสู่การได้รับใบรับรองจากแซส

โปรแกรม SAS Global Certification มีตัวเลือกการฝึกอบรมของแซสมากมายที่พร้อมช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในสายอาชีพของตน โดยมีหลายวิธีในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแซส ซึ่งรวมถึงตัวเลือกที่ไม่มีค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น SAS University Edition ที่พร้อมให้การเข้าถึงซอฟต์แวร์แซสได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายสำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้การวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีแหล่งข้อมูลอีเลิร์นนิ่งฟรีและบทช่วยสอนออนไลน์ที่สามารถเข้าไปใช้ได้อย่างสะดวก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นหรือรับความช่วยเหลือเกี่ยวกับงานที่เฉพาะเจาะจงในระบบแซสได้

SAS OnDemand for Academics บนระบบคลาวด์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ สามารถรวมเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดของแซสไว้ในหลักสูตรของตน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะที่มีความต้องการสูงอย่างมากจากตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรของแซสทั่วโลกที่เปิดโปรแกรมในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททั้งในหลักสูตรเดิมและใหม่เพื่อสร้างโปรแกรมการออกใบรับรองระดับปริญญา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างองค์กรที่มีความสามารถด้านการวิเคราะห์สำหรับการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ใบรับรองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล

โปรแกรม SAS Global Certification ยังคงเดินหน้าขยายการให้ใบรับรองอย่างต่อเนื่องโดยได้เปิดตัวใบรับรองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วยในปีนี้ ทั้งนี้ SAS Academy for Data Science จะช่วยเสริมสร้างทักษะด้านการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ การวิเคราะห์ขั้นสูง การเรียนรู้ด้านเครื่องจักรและเครื่องมือ การแสดงภาพข้อมูล พร้อมด้วยทักษะด้านการสื่อสารที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในปัจจุบัน

โปรแกรมนี้แบ่งออกเป็นสองระดับและพร้อมให้ใบรับรองที่ได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมเป็นจำนวนสามใบ โดยแต่ละระดับจะรวมการเรียนการสอนภายในห้องเรียน กรณีศึกษาจากการลงมือปฏิบัติ หรือการสร้างโปรเจ็คของทีม การเข้าถึงซอฟต์แวร์แซสที่เกี่ยวข้อง และมีโค้ชที่จะช่วยให้คำแนะนำผู้เรียนอย่างครอบคลุม เมื่อผ่านการสอบรับรองแล้ว ผู้เรียนจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ที่แซสให้การรับรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ขั้นสูงที่แซสให้การรับรอง และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่แซสให้การรับรอง

The post SAS เผย แนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ appeared first on Comtoday.

“ซิป้า” ผุดโครงการขึ้นทะเบียนฯ หนุนสร้างมาตรฐานผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ลุยตลาด AEC

Posted: 22 Aug 2016 08:16 AM PDT

ซิป้า เสริมแกร่งผู้ประกอบการเดินหน้าสร้างมาตรฐานซอฟต์แวร์ไทย ชวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขึ้นทะเบียนเข้าระบบเพื่อรับสิทธิประโยชน์ ตั้งเป้าปีแรกดันขึ้นทะเบียน 200 รายและเดินหน้าโครงการฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นฐานข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย พร้อมยกระดับผู้ประกอบการให้มีศักยภาพลุยตลาด AEC

sipa-2
นายศุภชัย จงศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ

นายศุภชัย จงศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า ได้เน้นย้ำภารกิจสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี โดยจากผลการสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) คาดการณ์ว่ามูลค่ารวมของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั้งแง่ตลาดการผลิตและบริการซอฟต์แวร์ในปี 2559 จะมีมูลค่าราว 69,306 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ดังนั้นซิป้าจึงกำหนดแผนการดำเนินงานในการสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการให้ได้รับการยอมรับ และมั่นใจในการใช้ซอฟต์แวร์ไทยยิ่งขึ้น โดยการจัดทำ"โครงการขึ้นทะเบียนและรับรองผู้ประกอบการซอฟต์แวร์"

ซิป้าได้พัฒนาระบบขึ้นทะเบียนและรับรองผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ขึ้นโดยให้เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมฐานข้อมูล (Database) ของกลุ่มผู้ประกอบการที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการซอฟต์แวร์ เพื่อให้ประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และทำให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในกลุ่มผู้ประกอบการ และยังเป็นการช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือภายในกลุ่มผู้ให้บริการและผู้ประกอบการทางด้านซอฟต์แวร์ พร้อมทั้งขยายฐานตลาดภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อย่างมีคุณภาพเพื่อให้พร้อมไปสู่การแข่งขันในตลาดโลก

sipa-1

อย่างไรก็ดีเพื่อให้การรับรองผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ในการขึ้นทะเบียนฯ มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ ทางโครงการฯ จึงได้จัดทำหลักเกณฑ์เพื่อรับรองผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับทาง ซิป้า และจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต และภาคกลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการครบแล้วทุกภาค นอกจากนี้โครงการฯได้จัดทำเว็บไซต์รองรับการขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการและยังเตรียมการรับรองให้แก่ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรมที่ผ่านเกณฑ์ข้อกำหนด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้ผู้ใช้งานทั้งในระดับองค์กรและผู้ใช้งานทั่วไป ในปีแรกของการจัดทำโครงการฯ ซิป้าตั้งเป้าจะมีผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่ได้รับการรับรองจากทางซิป้ากว่า 40 รายและคาดหวังว่าจะมีผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ผ่านการรับรองอย่างต่อเนื่อง โดยทางซิป้ามีแผนการสรรหามาตรการใหม่ๆเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการด้านนี้ โดยในปีนี้ได้มีการเตรียมจัดประกวดการใช้ซอฟต์แวร์ไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรธุรกิจ

สำหรับการดำเนินโครงการฯนี้ ถือเป็นช่องทางสำคัญให้ผู้ประกอบซอฟต์แวร์และผู้ใช้งานได้พบกัน โดยมุ่งหวังยกระดับจัดทัพและเสริมศักยภาพซอฟต์แวร์ไทยให้แข็งแกร่งในการทำตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) หรือ AEC ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ เช่น ผู้ประกอบการด้านซอฟต์แวร์ ผู้ประกอบการใน 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว เฮลท์แคร์ โลจิสติกส์ การเกษตร จิวเวอรี่และการศึกษา ผู้ประกอบการด้านดิจิทัลคอนเทนท์ ได้แก่ แอนิเมชันเกมส์และ อี-เลิร์นนิ่ง จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ มาตรการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน มาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีและอื่นๆในอนาคต รวมถึงยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้นจากเครือข่ายบริษัททั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนกับซิป้า และผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ที่ขึ้นทะเบียนยังมีโอกาสในการพิจารณาเพื่อออกใบรับรองผู้ประกอบการซอฟต์แวร์

สามารถลงทะเบียนได้ที่ http://member.sipa.or.th/register.php หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0 2141 7101

The post "ซิป้า" ผุดโครงการขึ้นทะเบียนฯ หนุนสร้างมาตรฐานผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ลุยตลาด AEC appeared first on Comtoday.

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ฟีเจอร์ใหม่ Facebook Messenger แชทกันได้โดยไม่ต้องแอดเพื่อนใน Facebook


ฟีเจอร์ใหม่ Facebook Messenger แชทกันได้โดยไม่ต้องแอดเพื่อนใน Facebook

Posted: 24 Aug 2016 09:22 PM PDT

facebook-messenger

มีรายงานล่าสุดจาก BuzzFeed News ระบุว่า Facebook Messenger เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้งานได้โดยไม่ต้องทำการเพิ่มเพื่อนบน Facebook อีกต่อไป

ทั้งนี้ หากมีผู้ใช้งานที่ไม่ได้เป็นเพื่อนกับเราส่งข้อความมาทาง Facebook Messenger ก็จะมีการแจ้งเตือนพร้อมให้เราสามารถเลือก ตอบรับ (accept) หรือ ไม่อ่านข้อความนั้น (ignore) ซึ่งข้อความที่เราเลือกอ่านและไม่เลือกอ่านนั้นจะไปโผล่คนละ inbox กัน โดยข้อความที่เราตอบรับเลือกอ่านจะอยู่ใน inbox ปกติ ขณะที่ ข้อความที่เราเมินเฉยนั้นจะไปอยู่ใน inbox อื่นๆ แทน

ที่มา: thenextweb

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ ฟีเจอร์ใหม่ Facebook Messenger แชทกันได้โดยไม่ต้องแอดเพื่อนใน Facebook
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

น่ารักเกิ๊น! Bearbot รีโมทครอบจักรวาลจอมเล่นหูเล่นตา

Posted: 24 Aug 2016 08:22 PM PDT

thumbnail

คงจะดีไม่ใช่น้อย หากเรา “สามารถบังคับเครื่องใช้งานอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ด้วยรีโมทเพียงอันเดียวและคงจะดีขึ้นไปอีกหากรีโมทที่ว่านั้นมีรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าใช่งานพร้อมที่จะเล่นหูเล่นตาใส่คุณได้ทุกเมื่อ”  คำนิยามสั้นๆ ของ Bearbot รีโมทครอบจักรวาลที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เกือบจะทุกรูปแบบ ไล่ตั้งแต่ โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ยันเครื่องปรับอากาศ อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะบอกว่า “แล้วไง? ทำอย่างกับไม่เคยมีมาก่อนในโลก” จริงๆ แล้วความพิเศษของเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้นั้น อยู่ที่มันสามารถแสดงออกและชักสีหน้าได้แตกต่างกันออกไปตามอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและคำสั่งต่างหากล่ะ

giphy (7)

giphy

About-Bearbot-620px_nxyvee

bearbot-anatomy-2-620px_qic7jw

Bearbot นั้นสามารถเชื่อมต่อได้กับระบบไร้สายหลายรูปแบบทั้งอินฟราเรด บลูทูธ วิทยุ และ ZigBee หรือแม้แต่การชาร์จแบตก็ยังใช้เทคโนโลยีไร้สายอย่าง Qi Wireless Charger เช่นเดียวกัน

ส่วนขั้นตอนของการทำงานของเจ้า Bearbot นั้น ก่อนอื่นเลยจะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นลงโทรศัพท์มือถือเสียก่อน จากนั้นเลือกไปที่อุปกรณ์ที่เราอยากจะเชื่อมต่อ เลือกท่าทางการป้อนคำสั่ง เช่น ตวัดนิ้ว วนนิ้ว ฯลฯ และเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อ ปิดท้ายด้วยการนำรีโมทอุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมไปยัง Bearbot อีกทีเพื่อให้มันทำงานแทนที่รีโมทของอุปกรณ์นั้นๆ และหากระยะการใช้งานสั้นเกินไปก็สามารถขยายได้ด้วย mini Bearbot อีกที

cumul_ozvn1b

fbd4c2b91ded100d04495d068cd3525d_original

771f5f6d880d624234670d80201c72e3_original

ปัจจุบัน Bearbot นั้นอยู่ในขั้นตอนของการระดมทุนในเว็บไซต์ Indiegogo โดยเป้าหมายของยอดเงินทุนที่ต้องการคือ 199,000 ยูโร (7,769,000 บาทโดยประมาณ) ซึ่งหากใครที่อยากได้เจ้าหมีอ้วนกลมสุดล้ำตัวนี้มาใช้งานก็สามารถไปร่วมลงทุนได้ที่ https://www.indiegogo.com/projects/bearbot#/ ได้เลยครับผม

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ น่ารักเกิ๊น! Bearbot รีโมทครอบจักรวาลจอมเล่นหูเล่นตา
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

LINE Music ประกาศยุติการให้บริการ 1 ตุลาคมนี้

Posted: 24 Aug 2016 08:04 PM PDT

Line-Music-close

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ทาง LINE Music ได้ประกาศผ่านทางแอปของตัวเองว่า จะยุติการให้บริการ โดยจะรวมบริการเข้ากับ LINE TV โดยจะเน้นไปที่การรับชมมิวสิควีดีโอ หรือคอนเสิร์ตใหม่ๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นการบริการที่มีอยู่ก่อนแล้วใน LINE TV แต่ก็ยังสามารถติดตามข่าวสารในแวดวงดนตรีผ่านทาง LINE MUSIC Official Account ได้

ส่วนการบริการของทาง LINE Music ถ้าเราสมัครแพ็คเกจแบบต่อเนื่องไปแล้ว สามารถยกเลิกแพ็คเกจก่อนการตัดตั๋วรอบบิลต่อไปได้ ทางแอปจะยุติการจำหน่ายตั๋วฟังเพลงทุกรูปแบบตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2559 แต่เรายังสามารถใช้ตั๋วเพื่อฟังเพลงในแอปได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2559

ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม การแจ้งการเปลี่ยนแปลงบริการ การยกเลิกการบริการ และการขอคืนเงิน สามารถกดเข้าไปได้ที่ หน้าช่วยเหลือ ของ LINE Music ได้

ที่มา: ประกาศของ LINE Music

เนื้อหาฉบับเต็มจากเว็บแบไต๋ LINE Music ประกาศยุติการให้บริการ 1 ตุลาคมนี้
This post appeared first on เว็บแบไต๋.

หัวข้อข่าว

m2010thai.com. ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ข่าวไอที ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

Recent Posts